ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Friday, July 01, 2005

งานศพคนกรุงฯ

...............................

งานศพคนกรุงฯ

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความตายเอาไว้ในบางด้าน พอให้เป็นการ ตั้งข้อสังเกต เผื่อว่า ชาวพุทธ หรือ ศาสนิกชน จะฉุกคิด และครุ่นคำนึง ถึงเรื่องราวใกล้ตัว หรือที่บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยที่สุด ก็พอให้มี มุมมองด้านศาสนา หรือ แง่มุมด้านศาสนธรรม อยู่ในชีวิตจริงบ้าง ไม่มากก็น้อย ในลักษณะ ธรรมะกับชีวิตประจำวัน..ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเคยกล่าวไว้หลายๆ ครั้งนั่นเอง

เมื่อกล่าวถึง การตาย และ ความตาย หากไม่กล่าวถึง งานศพ ก็อาจจะไม่จบความ...

หากจำไม่ผิด เคยมีบริษัทวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจ-ธุรกิจ ของธนาคารแห่งหนึ่ง กล่าวไว้ในรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีก่อน ว่า... งานศพ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมทางศาสนา และ/หรือ ประเพณี-วัฒนธรรม ที่มีวงเงินหมุนเวียนจำนวน มากที่สุด กิจกรรมหนึ่ง ด้วยเหตุที่ผู้ ยังอยู่ ยินดี ปฏิบัติ หรือ กระทำการ ใดๆ ก็ตาม อย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อ อุทิศ ให้กับ ผู้จากไป ตามคติความเชื่อที่ตนศรัทธา

และ ศรัทธา กับความ ปรารถนาดี นี้เอง ที่เป็นต้นเงื่อน ให้ ผู้เห็นช่องทาง ฉกฉวย ส่วนเกิน ไปเป็น ประโยชน์ส่วนตัว ได้ อย่างที่ญาติหรือผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผู้ตาย ไม่อาจ หรือ มิกล้า ปฏิเสธ

จะว่าไปแล้ว นี่เป็น กรรม และ วิบากกรรม อันส่อสะท้อน สังคมชาวพุทธไทย อยู่ในที...

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เป็นคนใกล้วัดใกล้วา หรือคนในวัดโดยตรง (มิหนำซ้ำ บางแห่งแหล่งที่อาจมีหรืออาจรวมเอาฝ่ายพระฝ่ายสงฆ์เข้าไปด้วยเสียอีก) ซึ่ง รู้เรื่อง หรือ ชำนาญการ กระทั่งสามารถ พลิกแพลง เพื่อหาประโยชน์จาก พิธีกรรม ต่างๆ ของ งานศพ ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมๆ ไปกับการอ้างบุญทวงคุณ ที่ตนกับพวก กรุณาอนุเคราะห์ ต่อผู้ตายและญาติ

กับอีกด้านหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยญาติมิตรและผู้เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ซึ่งจะมากจะน้อยก็อยู่ระหว่างความเศร้าโศก เพราะอาลัยรักในผู้จากไป

ฝ่ายแรก รู้เทคนิค+วิธีการ ด้าน ศาสนพิธี แต่ ขาดธรรมะ เช่น ความเมตตา-กรุณา หรือ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ที่ หากินกับผี ขณะที่ฝ่ายหลัง อาจ ขาดสติ ที่จะ ระลึกได้ ว่าตนกับพวกกำลังจะ ทำอะไร ให้ผู้ตาย ทั้งยังขาดปัญญา-ความรู้แจ้ง หรือขาดหลักการด้านศาสนธรรม ชนิดที่เพียงพอต่อการอธิบายให้ตนเองและผู้อื่น รู้เรื่อง ว่า ควร หรือ ไม่ควร จะทำหรือไม่ทำอะไร และอย่างไรบ้าง เพื่อ สร้างกุศล ทั้งต่อตนเองและผู้จากไป

เมื่อทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน จึงปรากฏเพียง พิธีกรรม และ การละลายทรัพย์ เป็นด้านหลัก หากขาดเนื้อหาสาระที่พึงมีและพึงเป็นแทบหมดสิ้น ไม่ว่าจะโดยหลัก ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันชาวพุทธพึงสมาทาน หรือการถือโอกาสของ งานศพ ใคร่ครวญถึงกฎแห่งไตรลักษณ์ อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ให้ธรรมะในกายในจิตงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป

ว่าไปแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ที่ถึงวันนี้ งานปลงธรรมสังเวชศพ ซึ่งเคยถือกันว่าเป็น พิธีแห่งปัญญา ในอดีต จะกลับกลายไปเป็นธุรกิจเสียแทบหมดสิ้น หาไม่ก็กลายเป็นพิธี สูบจากศพ ชนิด หัวมังกุท้ายมังกร จนน่าเอือมระอา หาสาระไม่ได้เอาเสียเลย...

คนตายก็จากไปแล้ว ความไม่รู้ และ คนไม่รู้ ยังจะยิ่งช่วยกัน ฆาตกรรม ศาสนธรรมให้ตกตายตามไปเสียอีก

พุทธบริษัท ทั้งหลายไม่คิดจะ หาทางออก จาก กับดักของมาร กันบ้างเลยหรือไร?

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker