ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Friday, June 03, 2005

ฝนตกนั้นเปียกได้..

............................................


ฝนตกนั้นเปียกได้..ใจอย่าหม่นหมอง

ฤดูฝนแวะมาเยี่ยมเยียนชาวกรุงอีกครั้งหนึ่งแล้ว พร้อมกับความเปียกปอน ชุ่มฉ่ำ หรือชื้นแฉะ-เลอะเทอะ ฯลฯ แล้วแต่ เรา จะจัดวางตัวเอง กำหนดบทบาท-สถานภาพ หรือจับพลัดจับผลู ผูกติด ตัวเองไว้กับสิ่งใด แค่ไหน และอย่างไร...

หากเป็นชาวสวนชานกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปริมาณน้ำฝนอาจหมายถึงแมกไม้ผลิใบเขียวขจี เป็นที่มาของดอกผลแห่งการ ผลิต และ ค่าตอบแทน จากหยาดเหงื่อ..แรงกายแรงใจ

หากเป็นคนสวนในคฤหาสน์ น้ำฝนอาจผ่อนเบาแรงงาน..การรดน้ำพรวนดิน หรือการดูแล ไม้ประดับราคาแพง ของ เจ้านาย ลงได้บ้าง

แต่ คนงาน ประเภทที่เรียกกันว่า มนุษย์เงินเดือน หรือ นักเรียน-นิสิต-นักศึกษา ที่ต้องแต่งตัวไปทำงาน หรือไปเรียนแต่เช้ามืด การเผชิญหน้ากับ น้ำฟ้า ในฤดูกาลนี้ย่อมหมายถึง ความไม่สะดวก และ อุปสรรค ที่จะตามมานานาชนิด ยิ่งเป็นคนไร้บ้านแถวสนามหลวงด้วยแล้ว อาจถึงกับต้องอพยพ หลบไปหาที่คุ้มหัวนอนในสถานที่อื่นเอาเลย

ไม่ต้องกล่าวถึงแม่ค้าหายเร่แผงลอย ที่ฤดูกาลนี้ลดทอนทั้งลูกค้าและค่าตอบแทนจากน้ำพักน้ำแรงกระทั่ง ทุนหายกำไรหด แทบหมดเนื้อหมดตัว

พูดง่ายๆ ก็คือ ชีวิตเมือง โดยเฉพาะชีวิตของคนเบี้ยน้อยหอยน้อยและมิได้ทำการเกษตร ฤดูฝนคล้ายจะเป็นศัตรูต่อความผาสุกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังที่บอกมาข้างต้น ตลอดจนของแถม ประเภทน้ำท่วมขัง หรือ ฝนตก-รถติด แฝดผิดฝาผิดตัวที่ดูจะสมัครสมานสามัคคีกันเป็นที่ยิ่ง ไม่ว่ากี่รัฐบาล กี่ผู้ว่าฯ ก็ดูจะไม่มีหน้าไหนแยก ฝนไทย กับ รถยนต์ในกรุงเทพฯ ออกจากกันได้...เรียกว่าตกทีไรติดทีนั้น หรือตกต่อเนื่องกันเมื่อไร ก็ท่วมได้ฉับพลันเมื่อนั้น...ตลอดมา

เมื่อรักจะอยู่ในเมืองใหญ่ และไม่สามารถ หยุดฟ้า-ห้ามฝน ตามที่ตนปรารถนา อีกทั้งยังไม่มีกำลังเพียงพอจะอำนวยความสะดวกให้กับตัวเองประเภท ละทิ้งธรรมชาติ ได้ ชาวพุทธเมืองกรุง คงต้องหันมา ทำความรู้จัก และ ทำใจ กับฤดูกาลนี้ไปพลางๆ

เคยสังเกตไหม ว่าครั้งเป็นเด็กๆ เมื่อยังไม่เติบใหญ่ บ่อยครั้งที่ใจเรามิได้รังเกียจ น้ำฝน เช่นตอนที่โตแล้ว ว่ามาอย่างนี้มิได้ยุส่งให้เลิกห่วงสวยห่วงหล่อ หรือทำตัวเป็นนางเอก-พระเอกมิวสิควิดีโอ เดินตากฝนเล่น แต่อยากให้ทบทวนหวนระลึกไปถึงวันเก่าๆ บ้าง

ว่า...ครั้งสุดท้ายที่ ใจยอมเปียกฝน นั้น มีองค์ประกอบเช่นใด

ท ุกคนทราบดีว่าฝนนั้นมาจากธรรมชาติ เป็นผลของฤดูกาลและห้วงเวลา มี เหตุ-ปัจจัย ที่ควบคุมได้ยาก แต่ใช่หรือไม่ว่า..ในทางตรงกันข้าม นับวันที่เราควบคุมอะไรๆ ได้มากขึ้น หรือมากมาย เราก็จะยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจในสิ่งที่เรามิอาจควบคุมสั่งการได้ด้วยตนเอง หรือด้วยเทคโนโลยีที่เรามีมากเท่านั้น

บ่อยครั้ง เราจึงเป็นทุกข์ หงุดหงิด รำคาญใจ ในความรู้สึก มากกว่าที่จะ เดือดร้อน เพราะฝนโดยตรง หรือด้วยสาเหตุจากฝนอย่างแท้จริง

น ี่นับว่าเป็ทุกข์สองชั้นโดยแท้ กล่าวคือ ฝนตกจนกายเป็นหวัด เสื้อผ้า รองเท้า หรือรถราเลอะเทอะ กระทั่ง ไปทำงาน-กลับบ้านล่าช้า ฯลฯ..แล้ว ยังต้องเป็นทุกข์ทางใจ ที่ ฝนตกไม่ได้อย่างใจ แถมมาอีก

ไหนๆ ปีนี้พระโคทำนายว่าน้ำท่าอุดมสมบูรณ์แล้ว ทำไมไม่ทำในใจให้แยบคายดูสักที พิจารณาดีๆ ว่าทุกครั้งที่เปียกฝน นั้น...

ทุกข์เพราะฝน หรือทุกข์เพราะ เผลอ ใจตนอยู่ร่ำไป...

1 Comments:

Blogger natta cool said...

ขออนุญาตินำไปเผยแผ่ลงในหนังสือธรรมะ ฟรีแมกกาซีนของสมบัติทัวร์ได้ใหมครับ

8:21 PM  

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker