ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Friday, May 06, 2005

ย้ายบ้าน..ในทางธรรม

.................................


ในฐานะนักบวชผู้อาศัยร่มกาสาวพัสตร์มากว่าสิบพรรษา บางเรื่องในฆราวาสวิสัย อันเป็นความสามารถ หรือการเป็นอยู่ ของผู้ครองเรือน ก็ดูจะพ้นขอบข่าย หรือห่างไกลพรมแดนแห่งความเข้าใจออกไปพอสมควร

วันดีคืนดี(หรือวันร้ายคืนร้ายก็ไม่แน่ใจนัก !! ) เมื่อองค์กรที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมงานอยู่ด้วย คือ กลุ่มเสขิยธรรม มีอันต้องย้ายสำนักงานไปยังนิวาสสถานแห่งใหม่ จากเดิมที่เคยอยู่ใกล้ๆ วัดทองนพคุณ ใกล้โรงพยาบาลตากสิน ถนนสมเด็จเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี ออกไปอยู่แถบชานเมือง ณ หมู่บ้านสวยริมธาร ๒ ริมถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวงและเขตทวีวัฒนา แถว ๆ พุทธมณฑลสาย ๓ จึงได้ร่วมเรียนรู้ “ทุกข์ของคนกรุงฯ” อีกประการหนึ่งไปโดยปริยาย

ในฝ่ายพระสงฆ์นั้น ความสบาย หรือสะดวก จะนับเนื่องอยู่ด้วย “ความก้าวหน้าในทางธรรม” หรือจะเรียกว่า “เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและปฏิบัติธรรม” ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ว่าได้ ด้วยพระบรมศาสดาทรงชี้แนะ ความสบาย หรือ “สัปปายะ” เอาไว้ ๗ ประการ มีใจความโดยย่อดังต่อไปนี้

สัปปายะ หมายถึง สิ่ง สถาน หรือบุคคล ซึ่งเป็นที่สบาย เหมาะกัน เกื้อกูล หรือเอื้ออำนวยโดยเฉพาะที่ช่วยเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมา ธิ ท่านแสดงไว้ ๗ อย่าง คือ อาวาส (ที่อยู่), โคจร (ที่บิณฑบาตหรือแหล่งอาหาร), ภัสสะ (เรื่องพูดคุยที่เสริมการปฏิบัติ), บุคคล (ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วช่วยให้จิตผ่องใสสงบมั่นคง), โภชนะ (อาหาร), อุตุ (สภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ), อิริยาบถ; ทั้ง ๗ นี้ที่เหมาะกันเป็นสัปปายะ ที่ไม่สบายเป็นอสัปปายะ

ในฐานะชาวพุทธ จะว่าไปแล้ว “สัปปายะ” ข้างต้น ก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องน้อมนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติงาน หรือการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ก็เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข หรือเกื้อกูลกันและกันให้พ้นทุกข์ในบั้นปลาย แต่..ที่น่าเสียดายก็คือ ดูเหมือนกับว่า “วิถีชีวิต” ของคนกรุงฯ นับวันจะยิ่งห่างไกล “ความสบายอย่างพุทธ” ดังที่ยกมาข้างต้นยิ่งขึ้นทุกที

ผู้เขียนมีโอกาสออกไป “หาบ้าน” กับผู้ประสานงานและเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ ของกลุ่มเสขิยธรรมอยู่หลายกรรมหลายวาระ ได้พบปะพูดคุยทั้งกับเจ้าของบ้านให้เช่า นายหน้าเสนอบ้านให้เช่า ตลอดจนผู้แนะนำทำเลบ้านน่าอยู่ด้วยประการต่างๆ เพื่อชักชวนให้ “พวกเรา” ไปเช่า ตามที่ “พวกเขา” อยากให้ไป(ด้วยผลประโยชน์บ้าง ด้วยน้ำใจบ้าง..หลายกรณี) สิ่งที่ได้พบได้เห็น นอกเหนือจากความเหนื่อยยากของผู้ที่ “ปราศจากบ้านของตนเอง” แล้ว ก็คือ การเจรจาต่อรอง และการช่วงชิงความได้เปรียบอย่างที่บางครั้ง “คนใกล้วัดใกล้วา” ก็ต้องพากันสะอึกอึ้งไปกับท่าที “เอาแต่ได้-ไม่ยอมเสีย” กระทั่งเกือบจะต้องเรียกว่า “ไร้น้ำใจ” ในทุกมิติและทุกกรณี

ในการชิงไหวชิงพริบ ระหว่าง “ผู้เช่า” ที่ต้องการความสะดวกสบาย “ราคาถูก” กับ “ผู้ให้เช่า” ที่ต้องการ “ราคาแพง” ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ “ไร้ความไว้วางใจต่อกันและกัน” อย่างสิ้นเชิง พร้อมๆ กันนั้น ภายหลังการพูดคุยด้วยถ้อยคารมหวานหู สิ่งที่ตามมาก็ “มูลค่า” ที่มีมากกว่า “คุณค่า” โดยหาได้มี “กัลยาณมิตรธรรม” ใดๆ เจืออยู่ไม่

จริงอยู่ ที่ว่าในที่สุด “กลุ่มเสขิยธรรม” ก็ได้บ้านที่พอเหมาะจะใช้เป็นสำนักงานเล็กๆ สำหรับคนทำงานไม่กี่คนมาหลังหนึ่ง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔/๖๓ หมู่บ้านสวยริมธาร ๒ ซอย ๕ (บ้านหลังสุดท้ายฝั่งซ้ายมือ) ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง/เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ๑๐๑๗๐ โทรศัพท์ ๐๖-๗๕๗-๕๑๕๖, ๐๒-๘๐๐-๖๕๒๖ ถึง ๘ โทรสาร ๐๒-๘๐๐-๖๕๔๙

แต่ลึกๆ ในใจของหลายคนที่เกี่ยวข้อง ดูจะมองออกไปไกลกว่านั้น เพราะในฐานะที่พวกเรา “กลุ่มเสขิยธรรม” เป็นองค์กรพุทธบริษัท เราอยากจะผลักดัน และอยากจะเห็น “ความสัปปายะ” เรื่อง “อาวาส” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทางในการจัดการที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับ “สัปปายะ” อื่นๆ ที่ควรแก่การพิจารณาเพื่อนำมาปฏิบัติจริงไม่น้อยไปกว่ากัน

บางคนฝากความหวังไว้ที่ “ผู้ว่าฯ ประชาธิปัตย์” บางคนก็ฝากไว้กับ “นายกฯ ไทยรักไทย”

แต่ก็มี “ชาวพุทธ” อีกไม่น้อย ที่ไม่แน่ใจว่า “ทั้งสองท่าน” จะมี “กึ๋น” เพียงพอ ทั้งต่อหลักธรรม และความเป็นศาสนิกชนของตัวเอง…

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker