ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Tuesday, April 19, 2005

มหกรรมกลางกรุง

.................................................


ในฐานะของคว ามเป็น “มหานคร- -แบบไทยๆ” ดูคล้ายกับว่า “ทุกอย่าง” จำเป็นต้องรวมศูนย์ และกระจุกตัวอยู่ที่ “กรุงเทพฯ” อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

โดยที่..แทบไม่มีใครใส่ใจจะตั้งคำถาม ว่า..ทำไม? หรือ เพราะเหตุใด? จึงต้องเป็นอยู่และเป็นไปเช่นนั้น

ว ่ากันตั้งแต่ศูนย์กลางแห่งอำนาจอธิปไตย ทั้งบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ซึ่งเมื่อผนวกเอา “หัวใจและสมอง” ของราชการทั้งระบบ ระดับกระทรวง ทบวง กรม กอง แผนก ฝ่าย สำนัก องค์การ ฯลฯ มารวมอยู่ด้วยกัน

นั่นก็เท่ากับว่า “กรุงเทพฯ” ยึดโยงและขมวดปมอำนาจ “ในระบบ” ทั้งหมด มารวมไว้ในที่เดียวกัน

แ ละด้วยเหตุนั้นเอง จึงส่งผลให้ระบบอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา อุตสาหกรรม ตลอดจนวัฒนธรรม และการค้าพาณิชย์ ฯลฯ ที่จะมากจะน้อย ก็จำเป็นต้อง “ติดต่อ-ประสานงาน-ขออนุญาต-ปฏิสัมพันธ์” กับระบบดังกล่าว ต้องส่งตัวเองมาโคจรอยู่ใกล้ๆ หรือรอบๆ “ดาวฤกษ์มหานคร” ในฐานะที่ตนเป็นเพียง “ดาวพระเคราะห์” ซึ่งปราศจาก “แสงสว่าง” ในตัวเอง

จ ึงแทบไม่ต้องถามอีกต่อไป ว่าทำไมผู้คน ๑ ใน ๖ ของประชากรทั้งประเทศ(ในทะเบียนประมาณ ๖ ล้านคนเศษ นอกทะเบียนอีกกว่า ๔ ล้าน) จึงต้องมาแออัดยัดเยียดเสวย “วิบากกรรม” อยู่ด้วยกัน

“ วิบากกรรม” ซึ่งอยู่ในฐานะ "มหกรรม" คือ “กรรมหนัก” หรือ “กรรมใหญ่” ที่มิใช่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ก่อ และ/หรือ เป็นผู้สร้าง ได้เพียงลำพัง…

ไ ม่กี่วันที่ผ่านมา “กรุงเทพมหานคร” ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ได้สนองนโยบายของรัฐ หรือรัฐบาล ด้วยการร่วมกับหลายฝ่าย จัดงาน “มหกรรม” อันเนื่องด้วย “เทศกาลสงกรานต์” ขึ้นอย่างโอ่อ่าอลังการกลางกรุงเทพฯ จนเป็นที่ฮือฮาว่า "ยิ่งใหญ่ตระการตา" กว่าครั้งไหนๆ หรือไม่เคยมีใครจัดมาก่อน โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคณะผู้บริหารเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวนั้น อย่างพร้อมหน้า

นี่ออกจะแตกต่างจากมุมมองทางพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย ด้วยว่า “มหกรรม” ที่กระทำกันอยู่ในทางที่มุ่งความใหญ่โตโอ่อ่า ถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพียง “บางแง่มุม” หรือ “บางด้าน” ของ “กรรมใหญ่” หรือ “มหกรรม” โดย "ภาพรวม" เท่านั้น

ในฐานะชาวพุทธย่อมต้องมองให้เห็นความ “เป็นมา-เป็นไป” อย่างถี่ถ้วนและรอบด้าน ว่า “วงจร” ของ "กรรม" หรือกระทั่ง “มหกรรม” อันประกอบด้วย “กิเลส-กรรม-วิบาก” นั้น

“เราทั้งหลาย” จัดวาง “ตนเอง” และ “ผู้คนรอบข้าง” ไว้ที่ใด

ห าไม่แล้ว ก็จะเสียเวลา เปลืองเปล่า และมัวเมาอยู่ด้วยการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือจับงูที่ปลายหาง สร้าง “กรรมสนุกสนาน” เพื่อกลบเกลื่อน “วิบากกรรมร่วมของสังคม” หรือ “ความเน่าเฟะของเมืองใหญ่" อยู่ร่ำไป

แก้ปัญหาใหญ่ๆ เรื่องเร่งด่วน หรือ "เหตุจำเป็น" ของ "กรุงเทพมหานคร" ไม่ได้เสียที…

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker