ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Sunday, April 03, 2005

อุบัติเหตุ..กับ..เทศกาล

..............................


ถึงขณะนี้คงได้ทราบกันดีแล้ว ว่า “สงกรานต์” ที่ผ่านมาพร่าผลาญ “ชีวิต” ไปมากน้อยแค่ไหน… ว่าไปแล้วก็น่าประหลาด ที่เราต้องพูดจาเรื่องทำนองนี้กันทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่ง “สงกรานต์” กลายเป็น “วันหยุดต่อเนื่อง” ยาวนานที่สุด

ไม่นับจำนวนผู้เสียชีวิต ก็ต้องมานับตัวเลขผู้บาดเจ็บ ซึ่งมีไม่น้อยที่ต้องพิการ..ทุพพลภาพ ไปตามๆ กัน

น ี่ยังมิได้กล่าวถึง จำนวนเงิน-งบประมาณ ที่ต้องหมดไปกับการรณรงค์ให้ระมัดระวัง มิให้พลั้งเผลอ- -ประมาท หรือการเรียกร้องให้งดเว้นเครื่องดื่มประเภท สุรา-เมรัย ตลอดจนสิ่งมึนเมาอื่นๆ ซึ่งระยะหลังต้องตกเป็นจำเลยอันดับต้นๆ กระทั่งถูกพิพากษาว่าเป็น “ฆาตกร” เอาเลยด้วยซ้ำ หลังจากเราเคยกล่าวหาว่า “ความประมาท” เป็นต้นตอของความสูญเสียดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านั้น

แน ่ละ ที่ว่า “เครื่องดองของเมา” และ “ความประมาท” เป็นที่มาของการ “ขาดสติ-สัมปชัญญะ” แต่แน่ใจแล้วหรือ ว่าทั้งสองส่วนนี้เป็น “ต้นเหตุ” ที่แท้จริง?

ใช่หรือไม่ว่า ผู้คนจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลออกไปจากเมืองกรุงทุกครั้งที่ถึงเทศกาลสำคัญ หรือมีวันหยุดต่อเนื่อง คือ “ลูกหลาน” ของชาวชนบท หรือชุมชนเกษตรกรรม ที่ปัจจุบันล่มสลาย จน “แรงงาน” แทบทุกคนต้อง “หนีอดตาย” เข้ามาทำงาน “รับจ้าง” ในเมืองศูนย์กลางของประเทศ

ใช่หรือไม่ว่า ผู้คนจำนวนมหาศาลดังกล่าวนั้น วันธรรมดา..ชีวิตปกติ พวกเขา(และเธอ)ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ชักหน้าไม่ถึงหลัง กระเบียดกระเสียร จำต้องอดทนตกทุกข์ได้ยาก อยู่ใน “มหานคร” อย่างแทบไม่มีอนาคต ถึงช่วงเทศกาล โอกาส - เวลา และการโหยหา วิถีชีวิตอันคุ้นเคย และการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาญาติมิตร ก็ผลักดันให้คนเหล่านั้น “คืนถิ่น”

เมื่อผนวกเข้ากับ “ชนชั้นกลาง” ซึ่งแม้จะตัดขาดรากเหง้า หลบหนีพ้นวิถีดั้งเดิมของปู่ย่าตายายออกมาจาก “บ้านนอก” แล้ว แต่วิถีการผลิตและแก่งแย่งก็สร้างความเดือดร้อนลำเค็ญแสนสาหัส จนทุกครั้งที่พอมีเวลาก็ต้อง “หนีเมือง” ไป “ชาร์จแบตเตอรี่” กันเสมอๆ

ร วมสองกลุ่มเข้ากับการจราจรปกติ จำนวนผู้คนและรถราจึงทบทวีคูณขึ้นทุกปี ถึงตอนนี้ “ความสุข-สนุก”, “ความเมามาย” และ “ความประมาท” อันเป็นตัวกระตุ้นสุดท้าย ก็เติมเต็มอาการ “บาดเจ็บล้มตาย” ให้สมบูรณ์พร้อมสรรพ ตามที่เคยโฆษณากรอกหูกรอกตาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่า “ความสุข” นั้น “ดื่ม” ได้ “การเฉลิมฉลอง-เทศกาลสำคัญ” ต้องมี “สุรายาเมา”

ตราบใดที่การรณรงค์และการแก้ปัญหายังแยกส่วน ตราบใดที่ทุนนิยมบริโภคนิยมยังถูก “ละไว้” ไม่ยอมให้ถูก “พิพากษาลงโทษอย่างจริงจัง” ด้วยข้ออ้างเพื่อ “พัฒนาการทางเศรษฐกิจของชาติ” ก็ป่วยการที่จะร้องแรกแหกกระเชอกล่าวโทษ “ผู้คนปลายแถว” ที่นับวันจะเกิดมาเพื่อ “ตกเป็นเหยื่อ”

เพราะไหนจะถูกขับไล่ออกมาจากถิ่นเกิด ถูกใช้เป็นแรงงาน ถูกหลอกให้บริโภค ถูกหลอกให้ฆ่าตัวตาย ท้ายสุด ยังต้องถูกประณาม ว่าพวกเขา(และเธอ)ทั้งหลาย เป็นเหตุให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อุบัติเห ตุนั้นเป็นเรื่องเกินกว่าจะคาดคิด ทุนนิยมบริโภคนิยมต่างหากที่เป็น “อุปัทวะ” ซึ่งภาษาวัดวา แปลว่า อุบาทว์, อัปรีย์, จัญไร เป็นสิ่งไม่ดี และไม่เป็นมงคล จนจำเป็นต้องกำจัดให้หมดสิ้นไปด้วย “ธรรมะ” ของพระบรมศาสดา

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker