ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Sunday, April 03, 2005

“วัด” กับ “บ้าน” และ “เมือง”

.................................................


ไม่กี่วันมานี้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปอีก ๓ บาท ใกล้ลิตรละ ๒๐ บาทไปทุกขณะ และมีแนวโน้มที่จะสูงไปกว่านั้นด้วยซ้ำ ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ

เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ขยับตัว ราคาสินค้าอื่นๆ ก็ขยับตามทุกทีไป บางชนิดถึงกับกะเก็งแนวโน้ม แล้วขึ้นราคาไปล่วงหน้าเอาเลย มิไยที่ใครจะเดือดร้อนลำเค็ญแค่ไหนก็ตาม

กล่าวโดยสรุปก็คือ “อะไรต่อมิอะไร” ขึ้นราคาแทบทั้งสิ้น เว้นไว้แต่ “ชีวิต” และ “เงิน” เท่านั้น ที่นับวัน “มูลค่า” จะน้อยลงไปทุกที…

บางคราวเมื่อพูดเรื่อง เศรษฐกิจ-การเมือง คนวัดคนวา ก็ขัดหูขัดตา หาว่าพระสงฆ์องค์เณรไม่ควรข้องแวะกับเรื่อง “โลก-โลกย์” ทั้งด้วยเพศภาวะและความเหมาะควร แต่เอาเข้าจริง ด้วย อิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท “วัด” และ “บ้าน” ตลอดจน “เมือง” และ “โลก” ก็ดูจะหนีจากกันไม่พ้น

เดิมเมื่อวัดขยับก็สะเทือนถึงบ้าน ครั้นเมื่อบ้านขยับบ้าง วัดก็รับผลกระทบไปเต็มๆ

แต่ทุกวันนี้ดูจะต่างกันออกไป วัดจะขยับอย่างไรบ้านแทบมิได้เหลียวมอง แต่พอ โลก-เมือง-บ้าน “ขยับ” วัดต่างหากที่รับ “ผลกระทบ” ไปเต็มๆ ไม่เชื่อก็ลองไปถามตัวเลขเงินบริจาคตามวัดหรือสำนักดังๆ ดู ว่าเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ ทำให้ “ยอด” ที่ท่านได้ “ตก” ลงไป แค่ไหน..อย่างไร?

ส่วนที่เกี่ยวกับพระ หากเป็น “คนนอก” ก็ไม่น่าจะไปถามเรื่องผลกระทบจากราคาน้ำมันกับ “พระผู้ใหญ่” นักดอก ประเดี๋ยวท่านจะ “ดุ” เอา ที่ดันไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องรถเรื่องรา “หรูๆ” ของท่านเข้า เว้นแต่ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ ท่านก็อาจจะบ่นให้ฟังบ้าง ประสาคนคุ้นเคย…

แต่เรื่องความ “ไม่สัปปายะ” ด้านการอยู่การกินของพระหนุ่มเณรเด็ก ที่ต้องเดือดร้อนจากปัจจัยสี่ที่ลดน้อยถอยลงตามภาวะ “หากินยาก” ของญาติโยม เห็นจะไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงให้มากความ

เพราะอย่างไรก็ไม่เป็นที่สนใจ ทั้งจากพระ(ผู้ใหญ่)และญาติโยม(ทั่วๆ ไป)อยู่แล้ว…

เอาเข้าจริง สภาพผันผวนเช่นปัจจุบัน คงยากจะพูดว่า “เศรษฐกิจ” ของประเทศนี้ ดีหรือเลว เพราะระบบอันซับซ้อน และวิธีคำนวนค่าเฉลี่ยอัน “ไม่เป็นธรรม” ที่ว่าๆ กัน มันหลอกหูหลอกตาผู้ไม่สันทัดกรณี หรือไม่ชำนาญการอยู่เสมอ

ขณะที่ ดัชนีความเติบโตทางเศรษฐกิจสูงลิบลิ่ว และรายได้ประชาชาติมากขึ้นและมากขึ้น ดูเหมือน “ค่าแรงขั้นต่ำ” หรือรายได้ของ “มนุษย์เงินเดือน” ก็ยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลังไปทุกที ประจวบเข้ากับ “บัตรเครดิต” และ “เครดิต” ที่หาง่ายทำง่าย ทั้ง “เงินนอกระบบ” ก็ใช้คล่อง(เพราะรัฐบาลท่านส่งเสริม “ให้คนเป็นหนี้” เพื่อกระตุ้นการบริโภค อยู่เป็นระยะๆ)เข้าด้วยแล้ว คนเดินดินกินข้าวแกงจะบังอาจไป “สู่รู้” เรื่องระบบเศรษฐศาสตร์ ระบบการเงินการคลัง และระบบการตลาด กับ “ผู้รู้” ที่ท่าน “มีและครองอำนาจวาสนา” ปกฟ้าป้องเมือง ก็ดูจะกระไรอยู่

ภาวะเช่นนี้ ในฐานะศาสนิกชน ทั้งวัด-บ้าน และเมือง “จะอยู่ร่วมกันอย่างไร?” จึงเป็นคำถามสำคัญอีกประการหนึ่ง หากพากัน “ก้าวข้าม” พ้นความเป็น “ตัวกู” และ “ของกู” ออกมาได้

เพราะจะว่าไปแล้ว ภารกิจที่สำคัญของ “คนมีศาสนา” น่าจะอยู่ที่ “ช่วยกันดับทุกข์” มากกว่าจะมัวกล่าวโทษกันและกันมิใช่หรือ?

ถ้าการแยกกันทำให้ “อกุศล” งอกงาม การรวมตัวกันเพื่อสร้าง “กุศล” ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการ “ช่วยกัน” ทำความถูกต้อง ตรง และจริง ให้ปรากฏ เพราะถึงที่สุดแล้ว พุทธศาสนาเกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้ “ร่วมกันสร้างสุข”

มิใช่เพื่อสร้างความแตกแยกและสร้างทุกข์ อย่าง ทุนนิยม – บริโภคนิยม ซึ่ง “บางคน” พยายามชักนำและปลูกฝังให้ “จำต้อง” เป็นไป

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker