ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Friday, March 04, 2005

สื่อ ศาสนิก และสังคม

......................................................

คนใ นแวดวงศาสนามักจะพูดถึง “สื่อ” ในด้านลบอยู่บ่อยครั้ง ว่าให้ “เนื้อที่” กับเรื่อง “ดีๆ” น้อย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งเสริม คุณธรรม-จริยธรรม ซึ่งแทบจะไม่ปรากฏในพื้นที่หลัก หรือในช่วงเวลาที่ง่ายต่อการรับรู้ของผู้คน ดูได้จากข่าวหน้าหนึ่ง หรือหัวข้อข่าวด่วน-ข่าวแทรก ทางวิทยุและโทรทัศน์ ที่ผ่านหูผ่านตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งล้วนแต่ “คอขาด-บาดตาย” ทั้งสิ้น ที่พอจะเผยแพร่ “ความดีงาม” อยู่บ้าง ก็มีอย่างเสียไม่ได้ หรือมีพอไม่ให้ถูกตำหนิ แต่โดยอัตราส่วนแล้ว ก็เทียบไม่ได้กับข่าว “ความรุนแรง” หรือ “ความขัดแย้ง” อันมักเผยแพร่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งข้อมูล, ความเห็น หรือบทวิเคราะห์-เจาะลึก

นี่คล้ายจะปรารภกันทั ่วไป และกล่าวถึงเฉพาะ “สื่อสารมวลชน” ที่ทำมาหากินอย่างเปิดเผย มิใช่มัวว่ากล่าวเพียงสื่อลามกอนาจาร ชนิดซ่อนซุกอยู่เงียบๆ ทั้งข้างแผง หลังแผง และใต้แผง ซึ่งขยันขันแข็ง “หากิน” อยู่กับความวิปริตวิตถารของมนุษย์ ประเภทปุถุชนคนย่อหย่อน ผู้มีอวิชชามิจฉาทิฏฐิเป็นเจ้าเรือน

จะว่าไปแล้วทัศนะข้างต้นไม่ใช่เ รื่องใหม่อะไรนัก คนมีศาสนากันพูดอย่างนี้ เขียนอย่างนี้มาหลายปีดีดัก และเชื่อว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ “รู้ตัว” หรือ “ยอมรับ” อยู่ในที แต่จะมีทางออกอย่างไร และแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ข้อน่าสังเกตจึ งอยู่ที่ว่า เมื่อพูดและบ่นเช่นนี้มาหลายปีดีดัก ทำไมจึงไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง(และ/หรือ ไม่มีอะไรถูกปรับปรุง ฯลฯ) เสียมากกว่า กล่าวคือ คนบ่นก็บ่นไป สื่อก็ทำอย่างที่ตัวถนัด หรือเห็นว่าขายได้- -มีคนอ่าน กันต่อไป

ใช่หรือไม่ว่า ที่สื่อยังเสนออะไรต่อมิอะไรในด้านที่ขัดแย้ง รุนแรง และแข็งกร้าวเช่นนั้น ก็เพราะว่า เรื่องน่าตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจดังกล่าว ยังเป็น “ข่าวขาย” เพื่อ “ขายข่าว” ได้อย่างต่อเนื่อง

และใช่หรือไม่ว่า “ศาสนิกชน” จำนวนหนึ่งนั่นเอง ที่ยัง “เสพ-บริโภค” หรือยังยินยอมที่จะมีส่วนร่วม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับ “ข่าวร้อน” ขณะเดียวกับพากันเบือนหน้าหนี “ข่าวสาร” หรือ “กิจกรรม” อันสร้างเสริมและพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็น “มนุษย์” ซึ่งในพุทธศาสนาหมายถึง “ผู้มีใจสูง” ได้แก่คนผู้มีมนุษยธรรม เช่น เมตตา กรุณา

ขณะที่ฝ่าย “พยายามจะหาทางออก” จำนวนไม่น้อย ก็พากัน “เดินตาม” สื่อกระแสหลัก หรือพยายาม “เอาอย่าง” ตลอดจน “ช่วงชิง-อิง-อาศัย” รูปแบบและวิธีการของ “สื่อขายข่าว” เอามานำเสนอในสิ่งที่ตนเชื่อว่า “ดีกว่า” เสียเอง โดยลืมคิดให้แยบคาย ว่าเทคนิควิธีหลอกล่อ หรือกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ จะมากจะน้อยก็ชักนำให้คนหลง มากกว่าน้อมใจให้สะอาด สว่าง สงบ อย่างเป็นอิสระ และปลอดพ้นความยึดมั่นถือมั่น ตลอดจนไม่ยินยอมแก่งแย่งแข่งดี ดัง “พุทธวิธี” ปฏิบัติมาแต่ครั้งพุทธกาล

ค ล้ายกับว่า วิธีเผยแผ่ธรรมะอย่างชนิดแยบคายและเรียบง่าย ประเภท “ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส” นับวันจะยิ่งเลือนหายไปกับ “สังคมสำเร็จรูป” และ “จอมปลอม” ของปัจจุบันสมัยไปทุกขณะ

เราจึงมี “นักพูด” มากเสียยิ่งกว่า “นักทำ” มี “ผู้สอน” มากกว่า “ผู้เป็นแบบอย่าง” และมี “นักประชาสัมพันธ์” กับ “นักโฆษณาชวนเชื่อ” หรือ “นักการตลาด” มากมายก่ายกอง ขณะที่ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” หรือ “ครูกรรมฐานแท้ๆ” หาทำยายากยิ่งขึ้นทุกที

และที่ยิ่งไปกว่านั้น พร้อมๆ กับการน้อมนำให้สื่อ “ดีขึ้น” ไม่ได้ “ศาสนิกชน” หรือ “ผู้นำศาสนา” ก็กลับหันมานิยมชมชอบ “สร้างข่าว” หรือถึงกับซ้ำร้าย “ตกเป็นเหยื่อ” หรือ “กลายเป็นข่าว” ไปเสียเอง

ไม่ว่าจะตั้งใจ…หรือไม่ตั้งใจก็ตาม…

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker