ธรรมะคนกรุง

มุมมองด้านศาสนธรรมกับชีวิตคนเมืองหลวง..ประเทศไทย


จาก.."สวัสดีกรุงเทพฯ" รายสัปดาห์
My Photo
Name:
Location: สวนเมตตาธรรม, เชียงใหม่, Thailand

Tuesday, March 01, 2005

เครื่องมือ(๑)

ว่าด้วย “เครื่องมือ”, “กระบวนการผลิต” และ “ผลผลิต” ในทางธรรม(๑)

โดย พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
กลุ่มเสขิยธรรม / www.skyd.org

เมื่อเวลาผ่านไป “ศาสนา” ก็อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับ “สถาบัน” อื่นๆ ในสังคม กล่าวคือ “เติบโต” ขึ้น พร้อมๆ กับการ “กระทำ-ถูกกระทำ” ให้เปลี่ยนรูปแปลงร่าง และออกห่างจากวัตถุประสงค์ ตลอดจนคุณลักษณะดั้งเดิมที่เคยมี..เคยเป็น
ในสถานะของความเป็น “สถาบัน” นั้น จะมากจะน้อยย่อมมีระเบียบแบบแผน มีวิธีและวิถีปฏิบัติ ตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆ อันจำเพาะเจาะจง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษา” หรือ “วัฒนธรรม” และ “โครงสร้าง-ความเป็นองค์กร” อันแสดงเอกลักษณ์และอัตตลักษณ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญ ทั้งในแง่การสื่อสารภายใน และการประกาศ “ที่อยู่ที่ยืน” ให้ปรากฏ “ตัวตน” ต่อสาธารณะ

ยิ่งนานวัน “เปลือกนอก” หรือ “กระพี้” เหล่านี้ก็ยิ่งเติบโตและห่อหุ้ม หรือแทรกเข้าเป็นเนื้อเดียว พร้อมๆ ไปกับการทำลายแก่นแกนดั้งเดิม ให้สูญหายสลายไป…
“ศาสนา” ก็เป็นเช่นนี้ ไม่เว้นแม้แต่ศาสนาเดียว…
หรือผู้อ่านท่านใดจะยืนยัน ว่า “พุทธศาสนา” ในปัจจุบัน “มิใช่” และ “มิได้เติบใหญ่” จนอยู่ในฐานะดังว่า..??

ด้านหนึ่ง ความเป็น “สถาบัน” และ “โครงสร้าง” ชนิดแข็งตัว, จำกัด และเจาะจง อาจเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับ “ขนาด..ใหญ่ๆ” และ “ปริมาณ” ที่..มากขึ้น และมากขึ้น…
แต่ขณะเดียวกัน ก็มักจะทำให้ “คุณภาพ” ที่ “เคยมี-เคยเป็น” คล้ายจะลดน้อยถดถอยลง และมักหาผู้มี “ศักยภาพ” ในการ “ใช้งาน” หรือจะ “บริหารจัดการ” ความเป็น “สถาบันใหญ่ๆ” นี้ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้น้อยลงไปทุกขณะ

จากกระบวนการผลิตชนิด “มือทำ” ประเภท “งานศิลปะ” ที่เรียบง่ายและงดงาม(หรืออลังการและมหัศจรรย์)
เมื่อหันมาใช้เครื่องมือระดับ”สถาบัน” เป็นตัวตั้ง “ผล” ที่ออกมา จึงดูจะเป็นได้เพียง “ผลิตภัณฑ์พลาสติก” ที่ผลิตจากเครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่..เท่านั้น
งามก็งามได้อย่างของโหล ดูดื่นดาษเกลื่อนกลาดไปเสีย
ทั้งคุณค่าน้อย และไม่น่าสะสม ไม่น่าภาคภูมิใจ…

แต่จะว่าไปแล้ว ปัญหาก็มิได้อยู่ที่ขนาดเครื่องจักรและคุณภาพผลผลิตเพียงด้านเดียว…
หากอยู่ที่ “ผู้ซื้อ” หรือ “ผู้เสพ” พร้อมๆ กันไปด้วย เพราะถึงที่สุดแล้ว “ผู้บริโภค” เอง ก็มีส่วนในการกำหนดรูปลักษณ์และเนื้อหาสาระของ “สินค้า” อยู่ไม่มากก็น้อย
กล่าวคือ เมื่อผู้ซื้อ “มักง่าย” มีอุปนิสัย “ชอบของถูก” โดยไม่พิจารณา การตัดสินใจก็มักเป็นไปด้วยความรู้สึก มากกว่าจะใช้เหตุใช้ผล หรือใช้ความจำเป็น หรือถือเอาระยะเวลาและประโยชน์ใช้สอยที่ผลิตภัณฑ์จะพึงมีเป็นตัวตั้ง อย่างที่ควรจะเป็น
“ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” จึงมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ ขณะที่ “งานศิลปะ” ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป พร้อมๆ กับความสามารถในการ “ใช้เครื่องมือ” และ ความสามารถในการ “ผลิตงาน” ชนิดทำเองใช้เอง และ/หรือ ที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน

“พุทธศาสนา” นั้น แต่เดิมเรียกว่า “ธรรมวินัย” หรือ “พรหมจรรย์” มีความหมายโดยสังเขปว่า..

ธรรมวินัย หมายถึง คำสั่งสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ซึ่งประกอบด้วย
ธรรม = คำสอนแสดงหลักความจริงและแนะนำความประพฤติ,
วินัย = บทบัญญัติกำหนดระเบียบความเป็นอยู่และกำกับความประพฤติ ;
ธรรม = เครื่องควบคุมใจ, วินัย = เครื่องควบคุมกายและวาจา
และ…
พรหมจรรย์ คือ การประพฤติธรรมอันประเสริฐ, การครองชีวิตประเสริฐ, มรรค, พระศาสนา

ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น “เครื่องมือ” ในการดำเนินชีวิต และพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนช่วยยกระดับทางจิตวิญญาณทั้งสิ้น
ด้านหนึ่ง เป็นเรื่องของ “ปัจเจกบุคคล” ที่มุ่งพัฒนาตน
หากอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของ “ชุมชน” หรือ “สังฆะ” แห่ง “พุทธบริษัท” ที่จะช่วยเหลือและเกื้อกูลกันและกัน ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร เพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด ทั้งในทางโลกและทางธรรม

พุทธศาสนาในอดีตนั้นเป็นเรื่องของกลุ่มคน “ทวนกระแส” ผู้มุ่งสร้างสรรค์สิ่งดีงามสำหรับตนและสังคม ด้วย “ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต” โดยมิได้มี “คณะสงฆ์” อันใหญ่โต ไม่มี “สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ” ไม่มี “กรมการศาสนา” หรือต้องมี สมาคม-องค์กร ใดๆ มารองรับ
น่าประหลาด ที่ยุคนั้น “พระอรหันต์” หรือ “อริยบุคคล” ระดับต่างๆ เกิดขึ้นจนนับไม่ถ้วน…

เสียดายที่เนื้อที่หมดลงแล้ว ต้องขออนุญาตยกยอดไปขยายความในฉบับหน้า…
แต่อยากทิ้งท้ายสำหรับ “คนกรุงเทพฯ” ไว้ว่า “พุทธศาสนา” นั้นเกิดขึ้นโดยคนเมือง และมีหลักธรรมคำสอนจำนวนมากสำหรับการอยู่ร่วมกัน
มิใช่และมิได้เกิดขึ้นสำหรับหลีกเร้นไปสู่ป่าเขา(อย่างเดียว)แต่ประการใด
“คนเมืองใหญ่” จึงไม่ควรท้อแท้ และหันไปหา “ศาสนา” หรือ “พิธีกรรม” สำเร็จรูป อันเป็น “ผลิตผล” ของ “อุตสาหกรรมศาสนา” กันเสียหมด

ฉบับต่อไปคงต้องมาว่ากันถึง “เครื่องมือ”, “กระบวนการผลิต” และ “ผลผลิต” ในทางธรรม(สำหรับคนกรุงเทพฯ)อีกสักครั้ง ถ้ายังมีผู้อ่านสนใจติดตาม…

0 Comments:

Post a Comment

<< Home

eXTReMe Tracker